ของกินที่ผู้เจ็บป่วย “เศร้าหมอง” ควรจะรับประทานให้มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้โรคไม่มีชีวิตชีวาจะเป็นโรคที่เกี่ยวเนื่องกับจิตใจ ระบบประสาท รวมทั้งสมอง แต่ว่าของกินที่ทำให้ลักษณะโรคเซื่องซึมดียิ่งขึ้นก็มีอยู่จริง

แพทย์ดรูว์ แรมซีย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สถานพยาบาลจิตเวชที่วิทยาลัยหมอ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เป็นผู้สถาปนาสำหรับเพื่อการเสนอแนะปรับของกินให้เหมาะกับคนเจ็บโรคไม่มีชีวิตชีวา เพื่อช่วยทำให้สมดุลของอารมณ์ เพิ่มแนวทางการทำงานของสมอง แล้วก็ปรับแต่งสุขภาพด้านจิต ซึ่งการวิจัยชิ้นนี้ถูกพิมพ์ในนิตยสารวิชาการ World Journal of Psychiatry เมื่อราวต้นปี 2019

งานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยของเขาเป็น Eat To Beat Depression บอกว่า ของกินที่มนุษย์เรารับประทาน มีผลต่ออารมณ์และก็สามารถช่วยต่อสู้กับภาวการณ์เศร้าใจได้ โดยแพทย์ดรูว์ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บ Wellinsiders.com เอาไว้ว่า

“การขาดสารอาหารบางสิ่ง อาทิเช่น วิตามินบี 12 โฟเลต ธาตุเหล็ก อาจก่อให้เกิดภาวะไม่มีชีวิตชีวา พลังงานต่ำ และก็มีจิตใจเศร้าสร้อย นอกจากความแตกต่างจากปกติของสารเคมีในสมองแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ท่านมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวการณ์เศร้าใจก็คือแบบอย่างการบริโภคของกินของคุณ โดยรวมแล้วการทานอาหารสไตล์ตะวันตกรวมทั้งของกินดัดแปลงเป็นประจำจะเพิ่มการเสี่ยงต่อการเป็นโรคหม่นหมองเวลาที่ถ้าทานอาหารประเทศญี่ปุ่นหรือของกินเมดิเตอร์เรเนียนจะช่วยลดการเสี่ยงโรคซึมเซาได้ถึง 30%-50%”

การค้นคว้าวิจัยพบว่ามีสารอาหารที่จำเป็นต้อง 12 ประเภทที่ช่วยต้านทานอาการเศร้าใจได้ โน่นเป็น เหล็ก กรดไขมันโอเมก้า 3 แมกนีเซียม โพแทสเซียม ซีลีเนียม วิตามินบีหลากหลายประเภท: ไทอามีนโฟเลตบี 6 แล้วก็บี 12 วิตามินเอ วิตามินซี รวมทั้งสังกะสี

เนื้อสัตว์ ที่มีสารต่อต้านอาการซึมเซาสูง ตัวอย่างเช่น หอยนางรม หอยลาย หอยแมลงภู่ แล้วก็ปลาสมุทรน้ำลึก
ผัก ที่มีสารต้านทานอาการหม่นหมองสูง ดังเช่น วอเตอร์เครสหรือผักกาดหอมน้ำ สปิแนชหรือผักปวยเล้ง หัวผักกาด หัวผักเทอนิปส์ ผักกาดหอมเขียว ผักกาดหอมแดง ผักสวิสชาร์ด
สำหรับของกินที่หาเลี้ยงชีพได้ในไทย นางจิรัฐิว่ากล่าวกาล ดวงสา ผู้เชี่ยวชาญด้านการโภชนาการรวมทั้งหัวหน้าทีมงานโภชนาการประจำโรงพยาบาลจิตเวชศาสตร์จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดจังหวัดโคราช กล่าวว่า ของกินที่คนเจ็บโรคเศร้าใจควรจะกินเพื่อช่วยเสริมความสามารถยารักษาของหมอเพิ่มขึ้น มี 5 กรุ๊ปรวมทั้งเครื่องดื่มอีก 2 ประเภท โดยของกิน 5 กรุ๊ปมี

กรุ๊ปของกินที่มีกรดไขมันที่ดีต่อร่างกายช่วยลดอาการเศร้าหมองได้หมายถึงโอเมก้า 3 อย่างเช่น เนื้อปลาต่างๆเช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ทูน่า ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสวายเนื้อขาว ฯลฯ
ไข่ ซึ่งมีกรดอะมิโนที่สำคัญ โดยยิ่งไปกว่านั้นทริปโตเฟน (Tryptophan) และก็ไทโรซีน (Tyrosine) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ขึ้นรถทริปโตเฟนจะช่วยสร้างสารซีโรโทนิน (Serotonin)ทำให้อารมณ์เบิกบาน แล้วก็ยังแปลงให้เป็นเมลาโทนิน (Melatonin)ช่วยทำให้นอนดียิ่งขึ้น
กรุ๊ปกล้วย จะมีธาตุโพแทสเซียมรวมทั้งมีสารทริปโตเฟน ช่วยทุเลาให้ความดันเลือดกลับสู่ภาวการณ์สงบ ลดการเกิดภาวการณ์เครียดและก็ตื่นตระหนก
กรุ๊ปคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน อาทิเช่น ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ข้าวโพด ถั่วเม็ดแห้ง ฯลฯ จะช่วยสร้างสารซีโรโทนินในสมอง ช่วยทำให้บรรเทา
กรุ๊ปเห็ดทุกประเภท จะมีธาตุเซเลเนียม(Celenium )สูง ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่ความสำราญลดอารมณ์หม่นหมองได้

ส่วนเครื่องดื่ม 2 จำพวกที่ส่งผลดีกับอารมณ์เป็นเครื่องดื่มสมุนไพร อย่างเช่น

น้ำอัญชัน ในดอกอัญชันจะมีสารแอนโทไซยานิน มีฤทธิ์กระตุ้นความจำ ช่วยความเครียดน้อยลง ลดความรู้สึกวิตกกังวลแล้วก็ช่วยทำให้นอน
น้ำลำไย ซึ่งมีสาร 2 ประเภทเป็นกรดมึงลลิก (Gallic acid) ทำให้อารมณ์เบิกบาน บรรเทา และก็สารกาบาช่วยคลายเครียด และก็ช่วยทำให้นอนได้ดิบได้ดีขึ้น
ของกินที่ผู้เจ็บป่วยโรคเซื่องซึมควรจะเลี่ยง

แพทย์ดรูว์ แรมซีย์ กำหนดถึงของกินที่ทำให้อาการเซื่องซึมห่วยแตกลง อาทิเช่น ของกินสไตล์ตะวันตกแล้วก็ของกินดัดแปลงเป็นประจำรวมทั้งของกินที่มีไขมันอิ่มตัว คาร์โบไฮเดรต และก็ของกินดัดแปลงในจำนวนที่สูง ก็เกิดโทษต่อผู้เจ็บป่วยโรคเหงาหงอยเช่นเดียวกัน

ขณะที่ นางจิรัฐิว่ากล่าวกาล ดวงสา เจาะจงถึงอาการที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนไข้โรคซึมเซาเอาไว้ ดังต่อไปนี้

ชา-กาแฟ เหตุเพราะมีจำนวนคาเฟอีนสูง ทำให้นอนไม่หลับ เร่าร้อนใจ ถ้าเกิดดื่มเกินกว่า 2 แก้วต่อวัน จะมีผลให้จำนวนคาเฟอีนภายในร่างกายสูง ทำให้กังวล ใจสั่นแล้วก็เครียดมากขึ้น
น้ำอัดลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอัดลมจำพวกสีดำเพราะมีอีกทั้งจำนวนคาเฟอีนรวมทั้งน้ำตาลสูง แล้วก็น้ำอัดลมจำพวกสีดำรวมทั้งไดเอต มีการค้นคว้าจากสถานศึกษาด้านประสาทวิทยาในต่างแดนพบว่า กรุ๊ปลูกค้าเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาล 4 กระป๋อง หรือ 4 แก้วต่อวัน จะมีการเสี่ยงกำเนิดโรคเหงาหงอยได้มากกว่าคนธรรมดา 3 เท่า คนไข้ซึมเซาควรต้องหลีกเลี่ยงดื่มจะเหมาะสมที่สุด
น้ำผลไม้บางจำพวก ยกตัวอย่างเช่น น้ำในเชื้อสายส้ม เสาวรส น้ำองุ่นหรือเกรฟฟรุต ฯลฯ บางทีอาจทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษา ทำให้ตัวยาไม่เกิดผลสำริดต่อการดูแลและรักษาสักเท่าไหร่